ผู้ให้...ผู้รับ

posted on 12 Jun 2011 11:53 by janthawoot

มือของผู้ให้..อยู่สูงกว่ามือของผู้รับ... 

ชื่อของผู้ให้...น่าจดจำกว่าชื่อของผู้ขอ.. 

เกียรติของผู้ให้...กรุ่นหอมอยู่เหนือกาลสมัย.. 

ยิ่งกว่าเกียรติศักดิ์ของนักรบและปวงวีรบุรุษ.. 

 

การให้. แค่เพียงคิดจะทำ..ใจก็ยังเป็นสุข.. 

ครั้นได้ให้แล้ว...จิตใจก็แช่มชื่นเบิกบาน... 

เมื่อวันเวลาผ่านไป.. หวนกลับไปรำลึกถึงดวงหน้าอันเปี่ยมสุขของผู้รับ... 

ความปีติสุขก็ย้อนกลับมาทำให้หัวใจอิ่มเอม... 

 

การให้... จึงเป็นความสุขแท้ทั้งเวลาก่อนให้.. ขณะที่ให้.. และหลังจากได้ให้ไปแล้ว... 

 

การเสียสละ..แบ่งปัน... เป็นทั้งความ..สมาน.. 

คือ...ความสามัคคีปรองดองระหว่างกันและกัน และเป็นกุศโลบายในการสร้างความ..เสมอ.. 

คือ..ให้คนทุกคนมองเห็นกัวอกของคนอื่น.. 

เมื่อมนุษย์รู้จักแบ่งปันแก่กันและกัน.. 

อันมีพื้นฐานมาจากการมีอัชฌาศัยกว้างขวางเอื้ออารีเช ่นนี้ ศานติภาพท่ามกลางความแตกต่างก็จะเกิดมีได้อย่างไม่ยา กเย็นนัก... 

 

หากปราศจากรากฐานอันมั่นคงแข็งแกร่ง.. 

ไหนเลยรูปรอยแห่งมหาวิหารอันโอฬาริก จะก่อกำเนิดเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ 

บุคคลผู้ยิ่งใหญ่หากสิ้นไร้ซึ่งผู้เสียสละ ที่อุทิศตนยืนหลบฉากอยู่เบื้องหลัง คอยส่งกำลังใจ..เสนอความคิด.. 

อุทิศตนเป็นดังอิฐก้อนแรกให้ย่างเหยียบ.. 

ไหนเลยจะเผยอตนขึ้นสู่หอคอยแห่งเกียรติยศได้อย่างทระนง... 

 

คนที่ไม่เคยเป็นผู้ให้...ย่อมยากที่จะได้รับ.. 

"การให้"..มองอย่างธรรมดาดูเหมือนว่า..เป็นการสูญเสีย.. 

แต่แท้ที่จริงแล้ว... ผู้ให้ คือ..ผู้ที่ได้รับต่างหาก.. 

คนที่เป็นผู้ให้จึงมีเกียรติคุณเกริกกรรจายชั่วฟ้าดินสลาย 

ทั้งนี้นั่นเป็นเพราะ "...โลกคารวะผู้ให้... แต่บอดใบ้ต่อผู้กอบโกยและโกงกิน..." 

 

ที่มา: ท่าน ว. วชิรเมธี

โดยชมรมพระพิฆเณศ गणेश ณ.โคราช

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ณ วัดพระเชตวัน มีอุบาสก 5 คนเป็นเพื่อนกัน มานั่งฟังธรรม

ทั้ง 5 คนต่างมีกิริยาอาการต่างๆ กัน 

 

คนหนึ่งนั่งหลับ

คนหนึ่งนั่งเอานิ้วเขียนพื้นดินเล่น

คนหนึ่งนั่งเขย่าต้นไม้ 

คนหนึ่งนั่งแหงนดูท้องฟ้า

มีเพียงคนเดียวที่นังฟังธรรมด้วยอาการสงบ

 

พระอานนท์กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "ทำไมอุบาสกเหล่านี้จึงแสดงกิริยาเช่นนั้น"

พระพุทธเจ้าจึงทรงเล่าอดีตชาติของอุบาสกแต่ละคนว่า

 

อุบาสกที่นั่งหลับ 

เคยเกิดเป็นงูมาแล้วหลายร้อยชาติ เขาหลับมาหลายร้อยชาติแล้วก็ยังไม่อิ่ม

แม้แต่ฟังเทศน์พระพุทธเจ้า ธรรมะก็ไม่เข้าหู ยังหลับอยู่อย่างนั้น

 

อุบาสกที่นั่งเอานิ้วเขียนพื้นดิน

เคยเกิดเป็นไส้เดือนมาหลายร้อยชาติ นั่งเอานิ้วเขียนบนพื้นดินเล่นอยู่อย่างนั้น

ด้วยอำนาจความประพฤติที่ตัวเคยทำมา ก็ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้าเช่นกัน

 

อุบาสกที่นั่งเขย่าต้นไม้อยู่นั้น

เกิดเป็นลิงมาแล้วหลายร้อยชาติ ถึงบัดนี้ก็ยังเขย่าต้นไม้อยู่

ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้าเช่นกัน

 

อุบาสกที่นังแหงนดูท้องฟ้านั้น 

เคยเกิดเป็นพราหมณ์บอกฤกษ์ด้วยการดูดาวมาหลายร้อยชาติ 

ถึงบัดนี้ก็ยังคงนั่งดูท้องฟ้าอยู่ ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้า

 

อุบาสกที่นั่งฟังธรรมอย่างสงบด้วยความเคารพ 

เคยเกิดเป็นพราหมณ์ศึกษาธรรมะและปรัชญา ค้นคว้าหาความจริงมาหลายร้อยชาติ

มาบัดนี้ได้พบพระพุทธเจ้า ตั้งใจฟังธรรมด้วยดี จนได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะนึกสงสัยว่า ชาติก่อนเราเกิดเป็นอะไรหนอ

 

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยาก ต้องมีบุญมาก

อุปมาเหมือนเต่าตาบอดตัวหนึ่งดำน้ำอยู่ในทะเล ทุกๆ 100 ปี เต่าตาบอด

ตัวนั้นจะโผล่หัวขึ้นมาจากทะเลครั้งหนึ่ง ในทะเลมีห่วงเล็กๆ ขนาดใหญ่กว่า

หัวเต่าหน่อยหนึ่งลอยอยู่ 1 ห่วง โอกาสที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมา

แล้วหัวสวมเข้ากับห่วงพอดียากเพียงใด โอกาสนั้นก็ยังมีมากกว่า การที่

เหล่าสรรพสัตว์จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์

 

ในฐานะมนุษย์ ไม่มากก็น้อยที่ใจของเราได้มีประสบการณ์ในภพชาติอื่นๆ

ทั้งที่ต่ำกว่าและสูงกว่าภพมนุษย์ เรามีปัญญาที่จะรู้ได้จากประสบการณ์

ของเราแล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี 

 

การเกิดเป็นมนุษย์ถ้าดีก็ดีได้มากๆ แต่ก็น่ากลัวเหมือนกัน เพราะถ้าประมาท

ก็ทำชั่วได้มาก ถ้าไม่ประมาท รักษาศีล 5 ทำความดี สร้างบารมี ตั้งใจ

พัฒนาชีวิตจิตใจแล้วก็สามารถมีประสบการณ์สูงขึ้น เป็นเทวดา พรหม

ตลอดจนเข้าถึงอริยมรรค อริยผล บรรลุนิพพานได้ มนุษย์จึงเป็นชาติที่มีทางเลือก

 

 

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

เป็นการยากที่ได้เกิดเป็นมนุษย์

เป็นการยากที่ชีวิตสัตว์จะได้อยู่สบาย

เป็นการยากที่จะได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ

เป็นการยากที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติมา

 

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงควรเห็นคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์ อย่าให้เสียโอกาส

เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เอาใจใส่รักษาความเป็นมนุษย์ไว้ให้มั่นคง

 

ดังนั้นสำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง การเลือกทางดำเนินชีวิตของเรา

จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

จากหนังสือ เราเกิดมาทำไม โดย อ.มิตซูโอะ คเวสโก

ขอบคุณ: http://www.dhammadelivery.com/

โดย ชมรมพระพิฆเณศ गणेश ณ.โคราช

นักสิทธิ์และวิทยาธร

posted on 07 Jun 2011 14:01 by janthawoot

นักสิทธิ์  ตามคติของอินเดียนั้น นักสิทธิ์และวิทยาธรจัดอยู่ในจำพวกเดียวกัน คือ เป็นผู้สำเร็จวิชาหรือเป็นผู้ทรงวิชาทางเวทมนตร์ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ สิ่งที่โปรดปรานของพวกนักสิทธิ์วิทยาธรคือ “ผู้หญิง” จึงมักพากันไปแย่งปลิดลูกมักกะลีผล หรือ นารีผล จนถึงกับวิวาทกัน

ตามความใน “มหาภารตะ” และ “รามายณะ” กล่าวว่า  พวกนักสิทธิ์เป็นชาวอุตตรกุรุทวีป เป็นกึ่งมนุษย์กึ่งเทพ  เป็นผู้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ และไม่มีแก่เฒ่า เพราะได้กินน้ำของลูกไม้ทิพย์ชนิดหนึ่งเรียกว่า  ลูกชมพู (ลูกหว้า)

พวกนักสิทธิ์มีอายุยืน มีแต่ความสุขสนุกสนาน เมื่อตายจะมีนกวิเศษเรียกว่า นกภารุณฑ์ มานำไปไว้ในถ้ำ  แผ่นดินของพวกนักสิทธิ์นี้อยู่ในแดนโลกมนุษย์ทางเหนือ  พ้นเขตที่พระอาทิตย์และพระจันทร์จะส่องไปถึง

พวกมนุษย์ไปไม่ถึง เพราะล่วงล้ำเข้าไปไม่ได้  ถ้ามนุษย์สามารถไปถึงฝั่งแม่น้ำได้ และน้ำในแม่น้ำถูกตัวใครก็จะกลายเป็นหินไปทันที  ริมฝั่งแม่น้ำมีต้นอ้อ (กิจกะ) ขึ้นอยู่ทั้งสองฟาก  ซึ่งพวกนักสิทธิ์ใช้เป็นยานพาหนะสำหรับข้ามไปมา

วิทยาธร คือ ผู้มีวิชากายสิทธิ์ ; เทพบุตรพวกหนึ่งที่มีฐานะต่ำกว่าเทวดา มีหน้าที่เล่นดนตรีบนสวรรค์ (บ. ,พก. /๒๕๒๕ / ๕๔๕.)

วิทยาธรผู้ชาย มีฤทธิ์ด้วยเวทมนต์และมีพระขรรค์วิเศษ ซึ่งเพียงกวัดแกว่งก็สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  แต่วิทยาธรผู้หญิง ต้องสวมปีกหางที่ประดิษฐ์ขึ้น จึงจะบินไปได้เหมือนนก มิฉะนั้นจะต้องใช้มนตร์เรียกพระพายให้พัดตัวลอยไปในอากาศ  แต่ผู้หญิงนิยมใช้ปีกหางที่ประดิษฐ์ขึ้นมากกว่ามนตร์ เพราะมนตร์เสื่อมง่าย

วิทยาธร มีชื่อเรียกได้อีกหลายชื่อ คือ วิชาธร พิทยาธร เพทยาธร หรือ เทพยาธร  แต่ที่นิยมเรียกกันมาก คือ วิชาธร วิทยาธร  เพศหญิงเป็นวิชาธรี วิทยาธรี

โดยชมรมพระพิฆเณศ गणेश ณ.โคราช